Welcome to K-i-M's world

A Little Home of Me and My Dream

Monday, October 02, 2006

Miss You


ตอนนี้ฝนตก...

คิดถึงเพื่อน...

หนึ่งเดือนที่ผ่านมาผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อม ๆ กับความวุ่นวายของชีวิต
หนึ่งเดือนที่เหมือนจะลืมว่ามีคนคนนึงหายไปจากทุก ๆ วัน

แต่หนึ่งเดือนที่ผ่านมาความสุขบางอย่างก็หายไป
ไม่มีคนให้บ่นให้ฟัง ไม่มีคนว่า ไม่มีคนขัดคอ ไม่มีคนให้เย้าแหย่ ไม่มีคนให้หัวเราะด้วยกัน
ไม่มีคนที่อยู่ด้วยแล้อุ่นใจ สบายใจ ...ไม่มีคนที่เห็นเราในขณะที่คนอื่นไม่เห็น...

คิดถึงเธอจัง...

รักเธอนะ...

Monday, March 20, 2006

แค่คนเคยรู้จัก...


ผมไม่ได้เจอเธอมาเกือบ 1 อาทิตย์
ช่องว่างระหว่างเราเหมือนจะทวีมากขึ้นทุกที ๆ
ภาพความทรงจำเก่า ๆ ดูห่างไกลออกไป
ความรู้สึกที่เคยเกิดกลับไม่ปรากฏ...

วันนี้ผมนัดเพื่อนของเธอที่เธอเคยพามาสัมภาษณ์งาน
ให้มาตกลงเรื่องวันเวลาที่จะสอนน้องคนหนึ่ง
ถึงเวลาที่นัดไว้ ผมได้พบคนในภาพความทรงจำอีกครั้ง...


เธอสองคนเป็นเพื่อนสนิทกันจึงไม่แปลกที่เธอจะตามเพื่อนมาด้วย
เธอทักทายผมเพียงเล็กน้อย ก่อนนั่งเล่นคอมรอเพื่อนคุยธุระ
ผมเหลือบมองเธอเป็นครั้งคราว เงี่ยหูฟังเธอคุยกับเพื่อนอีกคน
เธอช่างดูเฉยเมยกันผมเหลือเกิน

บางครั้งผมอดไม่ได้ที่จะมองตาเธอตรง ๆ
แต่เธอก็ไม่มองตอบเหมือนที่ผ่านมา...

คุยธุระเสร็จ ผมเดินออกไปรับโทรศัพท์ข้างนอกห้อง
เธอกับเพื่อนเดินออกมา เธอพยักหน้าให้ผมเป็นการลา
แล้วเธอก็เดินจากไป...

ต่อจากนี้เราคงเป็นแค่คนเคยรู้จักกัน...

Wednesday, March 15, 2006

จบแล้ว...


2 วันมานี้ฉันพยายามทำใจ
น้ำตาที่รินออกมาช่างมากมายเหลือเกิน
.......................................ทำใจ........

ใจที่เศร้าหมองพลันเปลี่ยนไป
ภาพแผ่นหลังกว้างที่นั่งอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์
...ที่แรกและคงเป็นที่สุดท้ายที่ฉันจะเจอเขา
ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ตรงที่นั่งตัวที่สองแถวที่สาม...

ฉันเลือกนั่งเก้าอี้ตัวที่สี่แถวที่ห้า
...มองเขา เก็บภาพเขา ไว้ในความทรงจำ...
หัวใจเต้นตึกตัก รู้สึกสั่น...หวั่นไหว

เขาเดินไปมาระหว่างเครื่องคอมที่ใช้กันปริ้นเตอร์หลายรอบ
ฉันทำเป็นไม่เห็นเขา...

เกือบครึ่งชั่วโมง ฉันแอบมองเขา
และบอกตัวเองว่าคงต้องตัดใจเสียที...

เขาเดินไปที่ปริ้นเตอร์อีกครั้ง
ฉันเตรียมเดินออกจากสถานที่แห่งนี้
ฉันแกล้งทำเป็นไม่เห็นเขา
เขาทักฉัน ฉันตอบกลับ
...สองสามคำ...

...จบแล้ว...

Monday, March 13, 2006

อวสาน ?


เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะผมนั่งเล่นอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
เสียงใสปลายสายนั้นเริ่มคุ้นหูมากขึ้นทุกที วันนี้ผมเพิ่งพบเธอ...

วันนี้ฉันต้องโทรศัพท์ไปกวนใจเขาอีกครั้ง...อาจเป็นครั้งสุดท้าย...

ผมรู้ทันทีตั้งแต่วาบแรกที่เห็นชื่อเธอปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์
เราคงไม่ได้พบกันบ่อยแบบที่ผมแอบหวังไว้อีกแล้ว...

ฉันโทรศัพท์ไปเพื่อบอกเขาว่าที่บ้านไม่อนุญาตให้สอนพิเศษตามบ้าน
ก่อนหน้านี้ฉันเสียใจ นอนร้องไห้อยู่ในห้องคนเดียว
อยากรู้เหลือเกิน...ฉันเสียใจที่ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำมาตลอด
หรือ เสียใจที่ฉันคงไม่ได้มีโอกาสอยู่ใกล้เขาอีก...

ผมรอให้เธอเล่าเรื่องที่ผมพอจะเดาออกตั้งแต่แรก
แต่เมื่อสิ่งที่เธอเล่าถูกกลั่นกรองออกมาหมด
ผมได้แต่ถอนใจ...

คุยกันเพียงนาทีกว่า ๆ เราก็ไม่มีเรื่องที่ต้องคุยกันอีก
มันคงเป็นการติดต่อครั้งสุดท้าย...

ผมรู้ว่าเธอเสียใจ น้ำเสียงเธอสั่นนิด ๆ
แต่ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรเป็นการปลอบโยน

วางสายแล้ว...อวสานแล้ว...


เรื่องของเราจะเป็นยังไงต่อไปนะ...


เช้านี้จู่ ๆ เธอก็โทรศัพท์มาบอกผมว่าเธอจะไปดูบ้านเด็กที่ผมแนะนำให้ไปสอน
ผมตื่นเต้นกับสิ่งที่ไม่คิดมาก่อน เพราะเมื่อ 2 วันก่อนเธอเพิ่งจะบอกผมว่าเธอไม่ว่าง
ผมจึงบอกสายรถประจำทางและนัดให้เธอมาพบผม

ตอนแรกฉันนึกเสียใจที่ไม่ว่างในวันที่เขาจะพาฉันไปดูสถานที่สอนพิเศษ
แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป...ฉันว่าง

หลังจากนัดกันเป็นที่เรียบร้อย เขาโรศัพท์มาหาฉันถึง 2 ครั้ง
เพื่อขอเปลี่ยนเวลานัดเป็นเที่ยงครึ่ง และเตือนให้ฉันเอาเอกสารบางอย่างไปให้
แค่นี้ก็ทำให้ฉันดีใจน่าดู...

ก่อนถึงเวลานัด 40 นาที ฉันตาลีตาเหลือกออกจากบ้าน
แต่แล้วก็ทันเวลาพอดี

ผมโทรศัพท์หาเธอก่อนเวลานัดเล็กน้อย พบว่าเธอกำลังใกล้จะมาถึงสถานที่นัด
จู่ ๆ เธอก็โทรศัพท์เข้ามา เสียงใสในสายบอกผมว่า
กระเป๋ารถเมล์บอกให้เธอลงป้ายซึ่งเธอก็คิดว่าไม่ใช่ที่ผมนัดไว้

ผมรีบเดินมาตรงจุดที่เธอกำลังอยู่ ในขณะที่เธอก็รีบเดินมาในทางที่ผมบอกเช่นกัน
และแล้วเราก็ไพด้พบกัน ผมรู้แล้วทำไมเธอถึงบอกว่าพ่อเธอค่อนข้างห่วงเธอมาก
เธอมีความคิดหลายอย่างเป็นผู้ใหญื แต่บางเรื่องเธอกลับดูเด็กนัก...

เราเดินไปบ้านที่ฉันจะสอนพิเศษในสัปดาห์หน้าซึ่งค่อนข้างไกลทีเดียว
ระหว่างเดินเราก็คุยกันเรื่อย ๆ แต่ด้วยความที่เดินเร็วกันทั้งคู่ประกอบกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว
ทำเอาฉันเหงื่อไหลเหมือนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ บางครั้งก็รู้สึกร้อนวูบวาบที่หน้าอย่างบอกไม่ถูก

เขาเป็นคนค่อนข้างคล่องตัว สังเกตจากการที่เขาเดินนำหน้าก่อนข้ามถนน
และคำนวณจากจากเวลาที่เขาเดินมาหาฉันจากจุดที่รอฉันอยู่
เขาดูเป็นคนไม่ค่อยเทคแคร์เพศตรงข้ามเท่าไหร่ แต่มันก็โอเคสำหรับฉัน

เมื่อถึงที่หมาย ผมสังเกตว่าเธอค่อนข้างเหนื่อยทีเดียว
เธอเป็นคนเดินเร็วมาก จนผมนึกว่าเธอมีธุระต่อจากนี้ แต่เธอบอกว่าวันนี้เธอว่าง

ผมแนะนำแม่ของน้องซึ่งจะให้เธอมาสอนแทนให้เธอรู้จัก
และปล่อยให้เธอคุยกับผู้ปกครองเด็กตามสบาย
ระหว่างนั้นเธอก็หันมาถามผมเป็นเชิงปรึกษาบ้าง
ใช้เวลาไม่นานนัก การมาพบกับลูกศิษย์คนแรกที่ผมหาให้เธอก็จบลง
ผมจึงชวนเธอไปทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง

ที่ร้านอาหาร เราคุยรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการสอน
รวมไปถึงเรื่องส่วนตัวบางอย่าง การสนทนาเป็นไปด้วยดี ฉันไม่รู้สึกอึดอัด
นี่เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่มาทานข้าวกับเพศตรงข้าม 2 ต่อ 2
ก่อนหน้านี้ฉันต้องเตือนตัวเองเสมอว่า เป็นเรื่องงาน ก่อนที่ใจจะเตลิดกันไปใหญ่

พอเข้าไปในร้าน เขาเลื่อนเก้าอี้ในฉันเป็นทีว่าเชิญนั่ง
การกระทำแบบนี้อาจปกติสำหรับคนอื่น แต่กับคนที่ไม่เคยมีใครมาปฏิบัติด้วยแบบนี้อย่างฉัน
ทำเอารู้สึกว่าเขาค่อนข้างเอาใจใส่ไม่น้อย

คุยกันไป เขาก็ไม่เลิกที่จะจ้องตา...ไม่ใช่เดี๋ยวเดียว
แต่มันนานกว่าครั้งที่ผ่านมาทุกครั้ง...

ผมนั่งดูเธอเอาหลอดคนน้ำแข็งในแก้วไปเรื่อย ๆ
เธอกำลังคิดอะไรอยู่นะ? แล้วเธอจะรู้ไหมว่าผมตั้งใจชวนเธอมาทานข้าว
โอกาสที่ผมจะอยู่กับเธอ 2 คน คงมีไม่บ่อยนัก

เส้นสปาเก็ตตี้ถูกหมุนด้วยส้อมก่อนจะวางใส่ช้อนและบรรจงป้อนเข้าปาก
เธอเป็นคนที่ดูเรียบร้อยมากคนหนึ่ง ทานแต่ละคำเธอก็นำกระดาษมาซับปากกันเปื้อน
ท่าทางของเธอทำให้ผมรู้สึกเพลินทีเดียว...

เขาบอกฉันว่าเขาเป็นคนค่อนข้างเบื่อง่าย ซึ่งเป็นนิสัยหนึ่งของฉันเช่นกัน
แต่สิ่งที่เขาชอบที่จะทำอย่างไม่มีวันเบื่อคือการเล่นบาสเก็ตบอล
ซึ่งดูสมกับเขาดีเพราะรูปร่างของเขาสูงใหญ่ทีเดียว

จากคำบอกเล่าของเขา ทำให้ฉันได้รู้ว่า เขาเคยมีแฟน
แล้วตอนนี้ล่ะ ? ฉันอยากรู้จัง...

ผมสั่งคิดเงินเมื่อเราต่างรับประทานเรียบร้อยแล้ว
เธอทานค่อนข้างน้อย แต่มันก็คงไม่แปลกเพราะเธอเป็นคนรูปร่างเล็ก
เวลาที่เดินด้วยกันผมรู้สึกเหมือนมีน้องสาวตัวเล็ก ๆ อยู่ข้าง ๆ

ผมเดินไปส่งเธอที่ป้ายรถเมล์
ระหว่างที่เดิน ผมรู้มาอีกว่า คุณพ่อของเธอค่อนข้างหวงเธอมาก
ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะถ้าผมมีลูกสาวแบบเธอผมก็คงจะหวงเหมือนกัน
แล้วผมล่ะ ผมจะมีทางเข้าไปอยู่ในใจของเธอได้บ้างไหม ?

เขารอรถเมลล์เป็นเพื่อนฉัน คอยส่งฉันขึ้นรถก่อนที่เขาจะนั่งเรือกลับบ้าน

...วันนี้ฉันมีความสุขจัง ยิ้มหน้าบานได้คนเดียวบ่อยครั้ง
ผู้ชายคนนี้ยังทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นเหมือนครั้งแรกที่เจอ
เขาเป็นคนทำอะไรคล่องตัว จึงดูเหมือนทำอะไรไม่ค่อยนุ่มนวล
ซึ่งจะว่าไปฉันก็เหมือนกัน ถ้าขืนทำอะไรในอีกแบบฉันอาจจะคิดในแง่ไม่ดีก็เป็นได้

อนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน ฉันจะอดทนรอดูต่อไป...


Friday, March 10, 2006

อีกครั้งหนึ่ง...


เราเจอกันที่ร้านอาหารที่เดิมที่เราเคยพบกัน
ผมพบเธอนั่งอยู่กับเพื่อนอีก 3 คน เธอแนะนำเพื่อนที่เธอชวนมาสัมภาษณ์งานให้ผมรู้จัก
ผมรอเธออยู่พักหนึ่ง เธอจึงพาเพื่อนมานั่งสัมภาษณ์ที่โต๊ะตัวเดิม

เราคุยกันถึงเรื่องการสอนและเรื่องทั่ว ๆ ไป
เธอเป็นคนยิ้มแย้ม สดใส ร่าเริง แต่ผมรู้สึกว่าวันนี้เธอแปลกไปกว่าวันก่อน
เธอไม่ค่อยสบตาผมเหมือนที่เคย...

ฉันตื่นเต้นเล็กน้อยเพราะรู้ว่าจะได้พบเขา
ก่อนหน้านี้ฉันอ่านหนังสือจิตวิทยาเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการสะกดใจคน
ทฤษฎีที่ได้อ่านมาฉันยังคงจำได้ แต่คราวนี้ฉันกลับไม่คิดที่จะใช้มัน
เรื่องง่าย ๆ เช่น การสบตา กลับเป็นเรื่องยาก ฉันรู้สึกเขิน...

การที่เรา 3 คน ได้นั่งคุยกัน ทำให้ฉันรู้เรื่องของเขามากขึ้นอีกหน่อย
ได้เห็นรอยยิ้มของเขาใกล้ ๆ อีกนิด
บางทีมันอาจใกล้จนฉันชักสงสัยว่าเขาเป็นคนเจ้าชู้รึเปล่านะ
การปฏิบัติที่เป็นกันเองของเขากับทุก ๆ คน ทำให้ฉันรู้สึกว่า
ที่เขาปฏิบัติกับฉันมันก็ไม่ได้พิเศษอะไร ฉันอาจคิดไปเองฝ่ายเดียว...

เรานั่งอยู่ด้วยกันเกือบ 1 ชั่วโมง เธอทำให้ผมยิ้มและหัวเราะหลายครั้ง
อยู่กับเธอแล้วผมมีความสุขทีเดียว จนต้องทิ้งมาดขรึม ๆ ไปชั่วคราว
หลายครั้งที่ผมหยอกล้อเธอเล่น แต่เธอก็ตอบกลับมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มในแบบของเธอ
สีหน้าและแววตาแบบที่ผมไม่อยากละสายตาไปแม้แต่วินาที...

ถึงฉันจะเริ่มไม่แน่ใจว่าฉันชอบเขาจริง ๆ หรือเปล่า
แต่อย่างน้อยฉันก็มีความสุขที่ได้พบเขา และความหวังเล็ก ๆ ของฉันก็ยังคงไม่หายไปไหน...


Thursday, March 02, 2006

F o u r t h


การที่ไม่ได้เจอเขาหลายวันทำให้ใจของฉันห่อเหี่ยวจนบอกไม่ถูก
เมื่อคืนนี้ฉันบันทึกเสียงเพลง ๆ ใหม่ที่แต่งตอนคิดถึงเขาลงในโทรศัพท์
อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้กว่าฉันจะได้พบเขาอีกครั้ง...

เมื่อเช้านี้ ฉันรู้สึกแปลก ๆ ตอนเดินลงบันได
ฉันเดินลงค่อนข้างช้าเพราะส้นรองเท้าที่สูงกว่าปกติกับกระเป๋าใบใหญ่ที่หอบอยู่
แต่แทนที่ผู้ชายคนข้างหลังจะเดินเเซงไป เขากลับค่อย ๆ เดินตามลงมา

ก่อนที่จะตรงไปยังห้องน้ำ ฉันแอบเหลือบมองผู้ชายคนนั้น
เห็นใบหน้าของเขาเพียงเสี้ยวหนึ่ง แต่ด้วยสีผิวและความสูง...ต้องเป็นเขาเเน่ ๆ...

ฉันทำธุระในห้องน้ำแล้วรีบออกมา ในใจรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็คงไม่ได้เจอ
แต่ความคิดก็พลันเปลี่ยนไป...
ขณะที่ฉันกำลังจะมองไปที่ทางเชื่อมที่คาดว่าเขาจะเดินไป ฉันกลับได้พบเขา...

เราคุยกันเพียงแป๊บเดียว ก่อนฉันจะเดินจากมาด้วยความเสียดาย
แต่เขาก็เดินมายังห้องสมุดที่ฉันจะมาอ่านหนังสือเช่นกัน
ฉันเลือกที่จะนั่งในมุมที่ไม่เห็นเขา ทั้งที่ใจอยากมองเขานาน ๆ
แต่ถ้าทำอย่างนั้นสมาธิของฉันต้องแตกกระเจิงเป็นแน่

ฉันทำได้เเค่เพียงนั่งอมยิ้มอ่านหนังสือเงียบ ๆ
ดีใจเหลือเดินที่ได้พบเขาอีกครั้ง...

T h i r d


วันนี้ดีจัง...ผมได้พบกับเธออีกแล้ว
แม้เเค่ช่วงสั้น ๆ แต่ก็ทำให้ใจเหงา ๆ ของผมดีขึ้นพิกล

เธอคงไม่รู้หรอกว่าผมคิดถึงเธอมากแค่ไหน
เมื่ออาทิตย์ก่อน ผมแอบโทรศัพท์ไปหาเธอหลังจากวันที่เราได้พบกัน 1 วัน
ผมแค่อยากได้ยินเสียงของเธอ...

ที่ตึกเรียน ผมเจอเธอโดยบังเอิญตอนกำลังเดินลงบันได
แต่เพราะเธออยู่ข้างหน้าผม เธอคงไม่เห็นผมก็เป็นได้


สุดทางบันไดชั้นสอง เธอเลี้ยวขวา ส่วนผมเลี้ยวซ้าย
ผมแอบหันหลังไปมอง พบว่าเธอเดินตรงไปที่ห้องน้ำ
ทั้ง ๆ ที่ผมก็มีจุดหมายที่กำลังจะไป
แต่อะไรไม่รู้ทำให้ผมต้องเปลี่ยนความตั้งใจนั้น...

ผมหยุดรอเธอตรงทางเชื่อม ทางที่ผมคิดว่าเธอต้องเดินผ่าน
และแล้วเธอก็ผ่านมา... เธอทักผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเมื่อเจอ
เราเดินคุยกันเป็นระยะทางสั้น ๆ ก่อนที่ผมจะอวยพรให้เธอโชคดีในการสอบ
เธอกล่าวขอบคุณและเดินขึ้นบันไดเล็กอีกด้านหนึ่งของตึกไป

...รู้สึกตัวอีกที ขาของผมก็เดินตามเธอขึ้นบันไดมาถึงห้องสมุด
เธอเดินไปเก็บของบางอย่างที่ล็อกเกอร์ทางด้านหน้า
ผมจึงต้องเดินเข้าไปก่อน เธอเดินตามเข้ามาและนั่งลงที่อีกมุมหนึ่งของห้องสมุด

ถึงผนังจะกั้นไม่ให้ผมเห็นเธอ...แต่ภาพใบหน้าของเธอก็ลอยอยู่ในความคิดของผมเรียบร้อยแล้ว...

Friday, February 24, 2006

S e c o n d


วันนี้ฉันมีนัดสัมภาษณ์งานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง
จากวันที่เห็นป้ายประกาศรับสมัครครูสอนพิเศษ
ฉันรู้สึกสนใจ และรีบติดต่อไปทันที...

ปลายสายเป็นเสียงผู้ชายคนหนึ่ง
ฉันประเมินเอาเองว่าเขาน่าจะเป็นคนรูปร่างสูง และมีผิวคล้ำ
น้ำเสียงของเขาไม่ทำให้ฉันประทับใจเท่าไรนัก

หลังจากติดต่อกันหลายครั้ง เราก็ได้เวลาสัมภาษณ์ที่แน่นอน

ในวันนั้นเอง เบอร์โทรศัพท์ของเขาปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ของฉัน
ฉันจึงติดต่อกลับไป ได้ความว่าเวลานัดหมายได้ถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น
ฉันตอบตกลงและบอกไปว่า ขอเวลาอีก 10 นาที...

ที่ร้านอาหาร ฉันมองหาโต๊ะเลข 22 ที่เขานั่งอยู่
หลังจากสอบถามพนักงานจึงได้ความว่า
โต๊ะตัวนั้นอยู่ในมุมหนึ่งของบริเวณร้านที่ถูกจัดเป็นสัดส่วน
ฉันเดินเข้าไปทักทายเขา เขา...คนที่ฉันเคยพบมาแล้วครั้งหนึ่ง
ชายร่างใหญ่ ผิวคล้ำ และดูเป็นผู้ใหญ่กว่าฉันมากคนนี้ที่ฉันพบเมื่อสัปดาห์ก่อน
และคนเดียวกันกับที่ฉันเคยจินตการเล่น ๆ ถึงชายที่สนทนาในโทรศัพท์
ฉันนิ่งอึ้งอยู่ครึ่งวินาทีด้วยความไม่คาดคิด แต่ก็ทำตัวตามปรกติ
การสนทนาตอนต้นค่อนข้างจะดูเป็นทางการ
เริ่มจากที่ฉันนั่งกรอกเอกสาร โดยที่เขาพูดรายละเอียดของงานให้ฟัง
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เราเริ่มแลกเปลี่ยนความคิดบางมุมจากคำถามของเขา
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกแปลกคือ แววตาที่เขามองมา
เขามองตรงมาที่หน้าฉัน ฉันไม่ได้หลบตา แต่กลับมองตอบไปเช่นกัน
มีบางคราวที่เขาเผยให้เห็นรอยยิ้ม...
อยยิ้มได้รูปกับฟันขาวที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด...

จู่ ๆ ก็มีคำถาม ๆ หนึ่งผุดขึ้นมาในความคิดของฉัน
"พี่มีแฟนรึยังคะ ?" ใจฉันอยากรู้
แต่ก็นั่นแหละ คำถามบางอย่างก็เป็นคำถามที่ไม่สมควรหลุดออกมา...

เราสนทนากันต่อไปโดยที่มีเสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นเป็นระยะ
ฉันแอบรำคาญในภายหลังที่มันทำให้เวลาของเราสั้นลง
ถึงกระนั้นสิ่งที่ฉันได้รับในวันนี้จากท่าทาง คำพูด และรอยยิ้มของเขา
ทำให้ฉันแอบคิดไปว่าจะมีความสุขเพียงไหนถ้าได้ใกล้ชิดกับคนคนนี้
ชายที่ดูอบอุ่น และมั่นคง...

แต่แล้วเวลาแห่งความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็หมดไป
ฉันเดินแยกออกมาจากร้านอาหารด้วยความรู้สึกหัวใจพองโต

...นี่ฉันตกหลุมรักเขาเข้าแล้วหรือไร ?...




F i r s t


วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมได้พบเจอคนที่ไม่เคยรู้จัก
คราวนี้เป็นผู้หญิงร่างเล็ก ผมประบ่า ท่าทางธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ
เธอบอกว่าเธอเป็นครูสอนเปียโน และเธออยากมีประสบการณ์สอนวิชาภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย และคณิตศาสตร์
ขณะที่ผมสัมภาษณ์เธอผมสังเกตได้ว่า
เธอเป็นคนรักเด็ก และมีทักษะด้านการสอนพอสมควร

เราคุยกันประมาณ 30 นาที
ขณะที่แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ผมอดไม่ได้ที่จะจ้องมองแววตาของเธอ
ตาของเธอสื่อความหมายอะไรสักอย่างที่ผมเดาไม่ออก
ผมจ้องมองมัน...เวลาราวกับหยุดนิ่งชั่วขณะ


เธอเป็นคนที่มีความคิดในมุมมองไม่ไกลจากผม
แต่กลับทำให้ผมรู้สึกสนใจ จนอดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มออกมาบ่อยครั้ง
การสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่นและเรียบง่าย
จนกระทั่งผมหมดคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ การพบปะครั้งนี้จึงสิ้นสุดลง
เธอเดินออกจากโต๊ะในมุมของร้านอาหารแห่งนี้ไป
เธอไม่ได้หันกลับมา...
แต่ผมกลับจำรอยยิ้มและท่าทีของเธอได้แม่นยำ...

...เธอจะรู้สึกเหมือนผมไหม?...